แหล่งประวัติศาสตร์ในเพชรบุรี
|
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี [ เขาวัง]
พระนครคีรี เป็นพระราชวังใน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2402 บนเขาสมณ หรือเขามไหศวรรย์ ซึ่งเป็นภูเขาที่มียอดใหญ่ 3 ยอด มีความสูง 95 เมตร จากระดับน้ำทะเล พระนครคีรีเป็นที่ประทับในฤดูร้อนเมื่อเสด็จประพาสเพชรบุรี โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค ต่อมาคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นแม่กองก่อสร้าง และโปรดเกล้าฯ ให้เรียกสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ บนเขาทั้ง 3 ยอดนี้ว่า พระนครคีรี พระนครคีรีประกอบด้วยพระที่นั่งต่าง ๆ คือพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา พระตำหนักสันถาคารสถาน หอพิมานเพชรมเหศวร หอจตุเวทปริตพงษ์ และหอชัชวาลเวียงชัย ใน พ.ศ. 2404 พระองค์จึงเสด็จมาประทับที่พระนครคีรีอย่างเป็นทางการ และเสด็จมาประทับแรมอีกหลายครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีเป็นครั้งคราว แต่หลังจากรัชสมัยของพระองค์เป็นต้นมา พระนครคีรีไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์อีก ในปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์พระนครคีรี เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม |
|
 |
| |
|
|
พระรามราชนิเวศน์ [วังบ้านปืน]
พระรามราชนิเวศน์ หรือ พระราชวังบ้านปืน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อเสด็จประพาสจังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายคาร์ล ดอห์ริง สถาปนิกชาวเยอรมันนีเป็นผู้เขียนแบบ ดร.ไบเยอร์ ชาวเยอรมนี เป็นนายช่างก่อสร้าง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงควบคุมการก่อสร้าง และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิตทรงควบคุมด้านการไฟฟ้า พระรามราชนิเวศน์เป็นที่ตั้งของ พระที่นั่งศรเพ็ชรปราสาท พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2453 ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะมีพระราชวังนอกพระนครเพื่อประทับค้างแรมได้โดยสะดวก วังบ้านปืน้เป็นพระราชวังที่ใช้ประทับยามหน้าฝน สถาปนิกดอห์ริงได้เลือกผู้ร่วมงานทั้งสถาปนิก วิศวกร และมัณฑนากรเป็นชาวเยอรมันทั้งสิ้น เพื่อการทำงานให้มีศิลปะเป็นแบบเดียวกัน พระที่นั่งองค์นี้จึงมีรูปแบบศิลปะตะวันตกอย่างเต็มตัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่ต้องการพระตำหนักแบบโมเดิร์นสไตล์ สถาปนิกจึงได้ออกแบบมาในลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเยอรมัน โดยได้แบบแผนมาจากตำหนักในพระราชวังของพระเจ้าไกเซอร์แห่งเยอรมันที่ทรงเคยประทับ ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนเข้าชมในความดูแลของจังหวัดทหารบกเพชรบุรี
|
|
 |
| |
|
|
พระรานิเวศน์มฤคทายวัน
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี เป็นพระราชวังสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ตั้งอยู่ที่ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยเป็นพระตำหนักประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการก่อสร้างพระราชนิเวศน์ใหญ่ใน พ.ศ. 2466 โดยที่เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง โดยพระองค์ได้ทรงร่างแผนผังการก่อสร้างพระราชนิเวศน์ด้วยพระองค์เอง ทรงเลือกแบบพระราชนิเวศน ์เป็นอาคารแบบไม้ชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องสี่เหลี่ยม ใต้ถุนสูง เทพื้นคอนกรีตตลอด โดยที่พระตำหนักต่างๆ ได้แบ่งกระจายกันอยู่เป็นหลังๆ มีรูปทรงแบบเดียวกันหมด มีระเบียงและบันได เป็นทางเดินที่มีลูกกรง และหลังคาเชื่อมติดต่อถึงกันตลอด เพื่อความสะดวก และรวดเร็วในการเดินติดต่อกันระหว่างพระตำหนักต่างๆ จัดวางห้องบรรทมอยู่กลางติดกับห้องแต่งพระองค์ มีห้องเสวยด้านหลัง มีสะพานทอดออกไปทางด้านขวามือเป็นส่วนของฝ่ายใน ด้านหน้ามีสะพานทอดยาวไปเป็นห้องทรงพระอักษรใกล้ชายหาด สวยงามน่าชมยิ่งนัก |
|
 |
| |
|
|
| วัดมหาธาตุวรวิหาร
วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด มีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้าง สมัยทวารวดี - สุโขทัย มีอายุราว 800 - 1,000 ปี โดยประมาณ อายุจากหลักฐานที่คงเหลืออยู่ภายในวัด จากการขุดพบซากอิฐสมัยทวารวดีอยู่เป็นจำนวนมาก มีผู้กล่าวว่าวัดมหาธาตุวรวิหารน่าจะเคยเป็นวัดที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นพระอารามหลวงมาก่อน ต่อมาชำรุดทรุดโทรมลง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2459 ซึ่งพระสุวรรณมุณี (หลวงพ่อชิด ชิตรัตน์) เป็นเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี ภายในพระวิหารหลวงของวัดประดิษฐานพระพุทธรุปสำคัญ คือ "หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วัดมหาธาตุ" ด้านหลังพระวิหารหลวง คือ พระปรางค์ 5 ยอด อยู่ภายในวิหารคต ทางด้านทิศใต้ของพระวิหารหลวง คือ พระวิหารน้อย และวัดมหาธาตุวรวิหารยังได้สร้าง พิพิธภัณฑ์ของวัด เป็นที่รวมรวมศิลปะ ความเป็นมาต่าง ๆ ของวัดไว้ให้ผู้สนใจได้เข้าชม |
|
 |
| |
|
|
| วัดใหญ่สุวรรณาราม
วัดใหญ่สุวรรณาราม จัดเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารอยู่ที่ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย มีการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 4 มีอาคารสำคัญได้แก่พระอุโบสถเป็นศิลปะอยุธยา มีภาพทวารบาล จิตรกรรมภาพเทพชุมนุมเรียงรายกัน 5 ชั้น พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราชแตงโม หน้าบันเป็นงานรูปปั้นสมัยอยุธยาตอนปลายที่งามพลิ้วราวมีชีวิต ศาลาการเปรียญสร้างด้วยไม้ผนังเป็นฝาปะกน เครื่องหลังคาเป็นโครงประดุชนิดมีจันทันต่อ มุงด้วยกระเบื้องกาบูแต่ด้วยการบูรณะที่ไม่ถูกต้องจึงมีการเทปูนตำ(ปูนโบราณ)ลงฉาบทั้งผืนหลังคา แต่ปูนตำเป็นปูนที่ใช้กะดาษฟางเป็นส่วนผสมจึงทำให้อมความชื้นและมีตะใคร่ขึ้นจับหลังคา ศาลาการเปรียญเดิมเป็นตำหนักที่ประทับของพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ รื้อมาถวายสมเด็จพระสังฆราชแตงโมซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ ศาลากาญเปรียญมีบานประตูแกะสลักที่งดงามและมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์คือเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่บานประตูด้านหน้าเชื่อกันว่ามีรอยแตกเพราะทหารพม่าใช้ขวานจามบานประตูเพื่อจับคนที่อยู่ข้างใน และยังมีหอเก็บพระไตรปิฏกกลางน้ำเป็นอาคารไม้ผนังฝาปะกน รองรับด้วยเสาไม้ 3 เสา จากแนวคิดที่ว่า พระไตรปิฎก ประกอบด้วย 3 ปิฎกคือ พระธรรมปิฏก พระไตรปิฏก และพระสุตันตปิฎก |
|
 |
| |
|
|
| ถ้ำเขาหลวง
ถ้ำเขาหลวงมีอายุได้ราวร้อยปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งหนึ่งเคยเสด็จประพาสมายังถ้ำแห่งนี้ และด้วยทรงมีพระราชดำริว่าถ้ำเขาหลวงนี้ มีความวิจิตรงดงามด้วยมีหินงอกหินย้อยทั่วทั้งผนังถ้ำ ภายในยังมีช่องกว้างที่แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามากระทบแนวหิน ก่อให้เกิดความหลากหลายของสีสันภายในถ้ำ อีกทั้งโพรงหินที่แตกเป็นช่อง ทำให้มีอากาศเย็นสบายและไม่อับชื้น จนสามารถมองเห็นความสวยงามภายในถ้ำได้ทุกซอกทุกมุม ทรงมีสายพระเนตรถึงความงามของถ้ำเขาหลวงแห่งนี้แล้ว จึงได้โปรดฯ ให้สร้างบันไดคอนกรีตยาวประมาณ 10 เมตร ตั้งแต่เชิงเขาไปจนถึงเบื้องล่างของถ้ำ และทรงโปรดฯ ให้บูรณะพระพุทธรูปโบราณหลากรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ ถ้ำนี้มาก่อนยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปโบราณเหล่านี้น่าจะได้มาจากนักจาริกแสวงบุญจากที่ต่าง ๆ นำมาประดิษฐานไว้ อาทิ พระพุทธไสยาสน์ ขนาด 6 เมตร พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ เป็นต้น ครั้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมายังเพชรบุรี ได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดสร้างอารามขึ้นภายในถ้ำเขาหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระชนก ทรงให้สร้างพระพุทธรูปเพิ่มเติม มีอยู่รูปหนึ่งที่ทรงโปรดฯ ให้ประทับตราประจำรัชกาลที่ 1 ถึง 5 ไว้ที่ฐานพระด้วย ปัจจุบันวัดถ้ำเขาหลวงแห่งนี้ได้มีการบูรณะ และพัฒนาให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้นเพื่อบริการนักท่องเที่ยว |
|
 |
| |
|
|
| ถ้ำเขาย้อย
ถ้ำเขาย้อยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาย้อย เขาย้อยเป็นภูเขาที่มองเห็นได้ง่ายเพราะตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 4 เพชรเกษม หากเดินทางจากกรุงเทพมหานครถึงบางเค็มจะเห็นเขาย้อยอยู่ก่อนถึงตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 22 กิโลเมตร ในถ้ำนี้มีพระพุทธรูปใหญ่ปางพุทธไสยาส์นเป็นที่สักการะและยังมีพระพุทธรูปหลายปางประดิษฐานอยู่ รวมทั้งรอยพระพุทธบาทจำลอง ลักษณะการประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ คล้ายกับถ้ำเขาหลวง หรือถ้ำเขาบันไดอิฐ ตามประวัติเล่าว่าพระพุทธรูปเหล่านี้มีมานานแล้ว และต่อมาพระครูอ่อนวัดท้ายตลาดมาบูรณะใหม่ และมีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่ากันว่าสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์ได้เสด็จธุดงค์วัตรมาปักกลดวิปัสสนาที่หน้าเขาย้อย แล้วทรงย้ายขึ้นมาประทับนั่งกรรมฐานอยู่ในถ้ำเขาย้อยหลายคืน
|
|
 |
| |
|
|
วัดกำแพงแลง
วัดกำแพงแลงหรือวัดเทพปราสาทศิลาแลง แต่เดิมเป็นวัดร้าง ต่อมากรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน พ.ศ. 2478 ภายหลังวัดกำแพงแลงได้ตั้งเป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อ พ.ศ. 2497 และเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดเทพปราสาทศิลาแลง" ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของปราสาทวัดกำแพงแลงมีผังพื้นล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในกำแพงศิลาแลงเป็นที่ตั้งของปราสาทแบบศิลปะเขมรทั้งหมด 4 องค์ ปราสาท 3 องค์ทางด้านหน้าวางตัวเรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ โดยปราสาทประธานมีขนาดสูงใหญ่กว่าอีก 2 องค์ ส่วนปราสาทองค์ที่ 4 ตั้งอยู่ด้านหลังของปราสาทประธานด้านทิศตะวันออก และมีโคปุระ (ซุ้มประตูทางเข้า) 1 หลังที่มียอดเป็นปราสาท ลักษณะเป็นปราสาทเขมรศิขระ ส่วนยอดยังคงสภาพของแต่ละส่วนไว้ ตัวเรือนธาตุของปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีมุขยื่นออกมาจากเรือนธาตุทั้ง 4 ด้านเป็นจตุรมุขลดหลั่นกัน 2 ชั้น สันหลังคามุขประดับด้วยบราลี รอบโคปุระพบบัวเชิงผนัง ส่วนฐานโคปุระ มีผังเป็นรูปกากบาทตัดกัน เนื่องจากเป็นซุ้มประตูทางเข้าจึงทำเป็นฐานทรงเตี้ยสำหรับเดินเข้าได้อย่างสะดวก ปัจจุบันที่โคปุระไม่พบลวดลายปูนปั้นหลงเหลืออยู่แล้ว คงเหลือแต่ร่องรอยของปูนที่ฉาบอยู่ด้านนอกเท่านั้น
|
|
 |