
ตัวเมืองเพชรบุรี: วิถีชีวิตคนเพชรริมแม่น้ำเพชรบุรี
ปู่เย็น : คนเมืองเพชรที่เป็นต้นแบบของผู้ดำรง ชีวิตตามหลักความพอเพียงและพึ่งพาตนเอง
วัดเกาะ : สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาที่ยังคงอยู่
วัดกำแพงแลง : โบราณสถานแสดงร่องรอยของ อิทธิพลขอมในอดีตที่รุ่งเรืองมาถึงเพชรบุรี
เที่ยวเล่นเพลินใจในตลาดเมืองเพชร
ตลาดเมืองเพชรบุรีดูไม่แตกต่างไปจากตลาดในตัวเมืองจังหวัดอื่นๆ เท่าใดนักถึงแม้จะนับ ว่าเพชรบุรีเป็นเมืองที่มีความเป็นมาเก่าแก่ตามประวัติศาสตร์ก็ตาม ตัวเมืองเพชรบุรเป็นเมือง เล็กๆ ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี เป็นเมืองที่นับว่าเงียบสงบที่มีร้านรวงและตรอกซอกซอย แคบๆ เช่นกัน แต่ที่ไม่เหมือนตัวเมืองใดคือเมืองเพชรบุรีมีวัดตั้งอยู่มากมายชนิดที่เรียกว่าติดๆ กันเลยทีเดียว ส่วนมากเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นอย่างงดงาม มีศิลปะที่มีเอกลักษณ์ที่น่าศึกษา ตั้งแต่ยุคสมัยขอมเรืองอำนาจเรื่อยมาจนถึงในสมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์และสมัยปัจจุบัน ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถานหลายแห่ง โดยเฉพาะพระราชวังที่สร้างในสมัย รัชกาลที่ 4 คือพระนครคีรี และรัชกาลที่ 5 คือพระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) ตัวเมืองเพชรบุรี ยังเป็นที่ที่สร้างชื่อเสียงด้านอาหารการกิน เช่นข้าวแช่ ขนมหวาน และผลไม้ต่างๆ มากมาย
"ปู่เย็น" ต้นแบบความพอเพียงและพึ่งพาตนเอง
แม้ว่าปู่เย็นจะล่วงลับแล้วแต่ความเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง พึ่งพาตนเอง ซื่อสัตย์ มานะอดทนและไม่เบียดเบียนจนเป็นที่นับถือในคุณความดีของเขาซึ่ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงประทานความห่วงใยจนทำให้ปู่เย็นมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักมาก ทั้งชาวไทยทั่วไปและนักท่องเที่ยว ปัจจุบันปู่เย็นทิ้งไว้แค่ความทรงจำแก่ชนรุ่นหลัง บางคนขนานนามปู่ว่าเป็นเฒ่าทรนงแห่งลำน้ำเพชรบุรี
ตลาดนัดเปิดท้ายเมืองเพชร
เปิดท้ายขายของเมืองเพชรในทุกๆ ค่ำวันจันทร์มีอาหารการกินแบบเพชรบุรีให้เลือกซื้อหา มากมายไม่แพ้ตลาดนัดอื่นใด ทำเลที่ตั้งอยู่หน้าเขาวัง บริเวณสนามกีฬาของเทศบาลเมือง เพชรบุรี ง่ายต่อการเดินทาง
เพชรบุรีเมืองร่วมสมัย
เนื่องจากเพชรบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ สิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือน วัดวาอารามจึงมีความ ผสมผสานระหว่างเก่าและใหม่ ดูเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเดินทางมาจากกรุงเทพก็ ง่ายดายได้ทั้งทางรถไฟและรถยนต์ หรือใครจะลองมาทางเรือดูก็ทำได้ นักท่องเที่ยวแบบเดิน ทางตามลำพังเดินเท้าสะพายเป้ก็สะดวก มีบ้านพักราคาถูกในตัวเมืองรองรับทุกสนนราคา

Phra Nakorn Khiri Khao Wang
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี และโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี
พระนครคีรี หรือที่รู้จักในนาม"เขาวัง" แต่เดิมเรียกว่า "เขาสมณะ" มียอดสูงสุด 95 เมตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาเพชรพิสัยศรีสวัสดิ์ ปลัดเมืองเพชรบุรีเป็นนายงานก่อสร้าง และสร้างเสร็จในราวปี พ.ศ. 2402 โดยมีพระราชประสงค์ใช้เป็นสถานที่แปรพระราชถานในฤดูร้อน และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา ปัจจุบันพระนครคีรีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเพชรบุรี บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ประกอบด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรีซึ่งป็นอาคารที่ประทับเดิมอาคารอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่ วัดพระแก้วน้อย เจดีย์ อาคารที่พักของข้าราชบริพาล โรงช้าง โรงม้า ศาลา ปราสาท และหอดูดาว ลักษณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบก่อสร้างเป็นแบบไทยผสมจีนอย่างลงตัวและสวยงาม เขาวังประกอบด้วยยอดเนินเขา 3 ยอดด้วยกัน แต่ละยอดมีสิ่งก่อสร้างสำคัญ ดังนี้
ยอดเขาด้านทิศตะวันตกประกอบด้วยหมู่อาคารที่ประทับ ที่สำคัญได้แก่ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรค์ พระที่นั่งเวชยันวิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา และหอชัชวาลเวียงชัยซึ่งเป็นหอดูดาว สถาปัตยกรรมหลักเป็นแบบ "นีโอคลาสสิคผสมสถาปัตยกรรมจีน" ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เช่นเครื่องลายคราม เครื่องสังคโลก และเครื่องใช้จากยุโรปและญี่ปุ่นสมัยก่อน
ยอดเขากลางเป็นที่ตั้งพระเจดีย์นามว่า "พระธาตุจอมเพชร" ซึ่งแต่เดิมเป็นเจดีย์บนยอดเขาที่ปรักหักพังมาก รัชกาลที่ 4 จึงทรงให้สร้างเจดีย์ใหญ่ครอบองค์เดิม ความสูงขององค์พระธาตุราว 40 เมตร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้สักกระบูชา ส่วนยอดเขาด้านตะวันออกทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นเรียกว่า "วัดพระแก้วน้อย" เพื่อจำลองวัดพระแก้วในพระบรมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมแต่ไม่มีพระจำวัดอยู่ แต่ก็ยังมีวัดจริงอยู่ดานล่างเชิงเขาชื่อว่า "วัดมหาสมณาราม" ซึ่งบูรณะจากวัดเก่าเดิมในสมัยอยุธยา ภายในอุโบสถของวัดผนงทั้งสี่ด้านมีภาพเขียนฝีมือของขรัวอินโข่ง จิตกรเมืองเพชรที่เป็นต้นแบบภาพสามมิติใหม่ของสยามประเทศ การเข้าชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี นอกจากจะได้ความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์แล้วผู้เข้าชมยังได้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของเนินเขา ตัวเมืองเพชรบุรีและเนินเขาใกล้เคียงโดยรอบ
โบสถ์ของวัดพระแก้วน้อยและหมู่อาคาร เช่นปรางค์แดงและพระสุทธเศลาเจดีย์ที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลงถอดมาจากเจดีย์บนเกาะสีชังและนำมาประกอบขึ้นใหม่ที่นี่ ศิลปะปูนปั้นบนหน้าบันของพระอุโบสถยังเป็นที่น่าชม นอกจากนั้นยังมีศาลาเล็กๆ ทางเดินเชื่อมต่อกันระหว่างยอกเขาและหมู่อาคารภายใต้ร่มเงาของต้นลีลาวดีที่ออกดอกสีขาวและส่งกลิ่นหอมทั่วเขาวังให้ผู้มาเยือนได้ซึมซับความรู้สืกประทับใจที่ไม่รู้ลืม
การเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี สามารถขึ้นได้สองทาง คือเดินขึ้นทางด้านหน้าด้านทิศตะวันออก หรือขึ้นรถรางเคเบิ้ลคาร์ทางด้านทิศตะวันตก การเข้าชมนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย รวมทั้งเปิด-ปิดตามเวลาราชการไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในช่วงกลางคืนจะมีแสงสีสวยงามส่องสว่างหมู่อาคารให้ได้ชม ในทุกๆ ปีจะมีงานเฉลิมฉลองพระนครคีรี มีการแสดงต่างๆ ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมและการจุดพลุดอกไม้ไฟในเวลากลางคืนจนเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นที่ทุกคนรอคอยชม โดยเฉพาะช่างภาพ
พระรามราชนิเวศน์ สัญญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสู่สมัยใหม่
วังบ้านปืน เป็นวังที่ปะทับแปรพระราชถาน สร้างเป็นแห่งที่สองต่อจากพระนครคีรี โดยสร้างในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์มีพระราชประสงค์ให้สร้างพระราชวังเป็นแบบยุโรป เพื่อใช้สำหรับแปรพระราชฐานในฤดูฝน สร้างแบบสถาปัตยบาร็อคแบบยุโรป นับว่าเป็นพระราชวังที่งดงามแห่งหนึ่งของและแห่งเดียวของไทย ตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของจังหวัดทหารบกเพชรบุรี
ประวัติความเป็นมาของวังบ้านปืน หรือพระรามราชนิเวศน์มีอยู่ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ กับพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้างพระตำหนัก ถนน และสถานที่ต่างๆ และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทรฤาไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้จ่ายเงิน สั่งของ และเป็นผู้ตรวจการ ทั้งโปรดเกล้าฯ ให้มิสเตอร์คาล ดอห์ริง นายช่างเยอรมันเป็นผู้คิดเขียนแบบรูปพระตำหนักตามกระแสพระราชดำริ โดยมี ดอกเตอร์ควดไบเยอร์ ชาวเยอรมัน เป็นนายช่างก่อสร้าง นายคลูเซอร์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ภายในตำหนักชั้นล่างประกอบด้วย ห้องรอเฝ้า ท้องพระโรงกลาง ห้องเสวย ห้องเครื่อง และห้องเทียบเครื่อง สำหรับชั้นบนประกอบด้วย ห้องพระบรรทมใหญ่ ห้องพระบรรทมพระราชินี ห้องพระบรรทมเจ้าฟ้า และห้องทรงพระอักษร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2453 แต่การก่อสร้างดำเนินได้ไม่นานก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างต่อจนเสร็จใน พ.ศ. 2459 รวมเวลาสร้างเกือบ 7 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองพระตำหนักวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2461
วังบ้านปืนเป็นอาคารเดี่ยว 2 ชั้นขนาดใหญ่ มีการออกแบบที่งดงามทั้งภายนอกและภายใน มีการก่อสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโมเดิร์นสไตล์ ด้านหน้าหันไปทางทิศใต้ ซึ่งห่างจากแม่น้ำเพชรบุรีด้านทิศตะวันออกประมาณ 50 เมตร หลังคาสีน้ำตาลเป็นกระเบื้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีลักษณะเช่นเดียวกับพระราชวังของพระเจ้าวิลเฮิร์มไกเซอร์แห่งประเทศเยอรมัน หลังคามียอดสองยอดคือยอดพระตำหนักโดมและยอดมุข ส่วนของอาคารภายนอกดูเรียบง่าย แต่มีความอลังการของความงดงามและลวดลายบนบานประตูและหน้าต่าง
ภายในอาคารประกอบด้วยห้องโถงกลมขนาดใหญ่เป็นท้องพระโรง มีหลังคาเป็นรูปโดมตามสไตล์ยุโรป ด้านข้างมีบันไดขึ้นลงทั้งด้านซ้ายและขวา ห้องชั้นบนส่วนใหญ่สร้างด้วยพื้นไม้ ในแต่ละห้องมีการตกแต่งภายในที่แตกต่างกันทั้งวัสดุและสีสรรการแกะสลักและกระเบื้องสี นับว่ามีความงดงามมาก ช่องหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้านชั้นล่างตรงกลางมีทางเดินออกไปสู่สวนด้านหลังคอร์ดยาร์ด ที่ล้อมไปด้วยห้องโถงรอบๆ ของพระราชวังเป็นที่พำนักของราชวงค์
พระรามราชนิเวศน์แห่งนี้ เป็นพระราชวังที่มีความงดงาม สวยแปลกตาตามสไตส์ยุโรปนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จังหวัดเพชรบุรี อีกแห่งหนึ่ง
ด้านหน้าของพระราวังรามราชนิเวศน์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ล้อมรอบด้วยปืนใหญ่โบราณ ชี้ทำมุมกระจายทิศไปด้านหน้าพิทักษ์องค์พระราชวัง ปืนใหญ่ 4 ทั้งกระบอกมีชื่อดังนี้ "รามสูรขว้างขวาน" “ยมบาลจับสัตว์” “ลอยชายเขาวัง” และ “กำลังเพชรหึง”
พระรามราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น. มีค่าธรรมเนียมเข้าชมเล็กน้อย และห้ามถ่ายภาพด้านในตัวอาคาร
สำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการวิทยากรบรรยาย สามารถทำหนังสือถึงผู้บังคับการทหารบกจังหวัดเพชรบุรีได้ก่อนล่วงหน้า
อยุธยายังมีชีวิตอยู่ที่เพชรบุรี ร่องรอยความเชื่่อและหลักฐาน
พระพุทธรูปวัดเกาะ
พระอุโบสถวัดเกาะ สถาปัตกรรมอยุธยา
พระอุโบสถเก่าแก่ฐานโค้ง วัดสระบัว
รูปแบบภาพจิตรกรรมผาผนัง
วัดในตัวเมืองเพชรบุรีมีอยู่อย่างหนาแน่น เป็นที่น่าประหลาดใจทั้งวัดเก่าและวัดที่ปฏิสังขรใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์สวยสดงดงาม ประดับตกแต่งด้วยฝีมือช่างเมืองเพชรบุรี ที่โดดเด่นได้แก่ศิลปะงานปูนปั้นที่เลื่องชื่อ สาปัตกรรมการก่อสร้างวัดมีรูปแบบที่เด่นเห็นได้ชัด 3 รูปแบบคือ แบบสมัยอยุธยาเช่นวัดมหาธาตุ วัดใหญ่สุวรรณราราม วัดเกาะ เป็นต้น แบบสมัยรัตนโกสินทร์ เช่นศาลาและกุฏิที่มีซุ้มประตูทางเข้า และแบบสมัยปัจจุบัน
วัดมหาธาตุวรวิหาร
วัดมหาธาตุวรวิหารขึ้นทะเบียนเป็นพระอารามหลวง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง พุทธลักษณเป็นแบบสมัยอยุธยา"พระพุทธรูปทรงเครื่อง"ปืดทองเหลืองอร่ามตา งดงามยิ่งนัก นับเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัดใกลจากเมืองหลวงแต่มีรูปแบบคล้ายวัดหลวงในพระราชวัง วัดมหาธาตุตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมแม่น้ำเพชรบุรี มีพระปรางค์องใหญ่งดงามปรดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการะบูชาของชาวพุทธ ภายในฝาผนังอุโบสถมีภาพจิตรกรรมเก่าแก่ ภายนอกหมู่อาคารแสดงลวดลายปูนปั้นเอกลักษณ์ฝีมือช่างเพชรบุรีที่โดดเด่น นอกจากศิลปะที่งดงามแล้วที่วักมหาธาตุนี้ยังมีละดครชาตรีให้นักท่องเที่ยวได้ชม แม้ว่าจะเป็นศิลปะการแสดงเก่าที่ลดความนิยมไปแล้วก็ตาม ปัจจุบันการแสดงละครชาตรีที่มีให้ชมนั้นได้รับการสืบสานมาบนความเชื่อในเรื่องการแก้บน
วัดพระนอน หรือ พระพุทธไสยาสน์
วัดพระนอนหรือวัดพระพุทธไสยาสน์ เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของเพชรบุรี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสี่ของพระพุทธไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหนึ่งในสี่องค์ของประเทศไทย (พระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี พระนอนวัดพระเชตุพนในกรุงเทพมหานคร) มีความยาวถึง 43 เมตร หรือ 21 วา 1 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่ง เชื่อกันว่าสร้างด้วยฝีมือสกุลช่างในสมัยอยุธยา หมอนหนุนหรือพระเจนยของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีลักษณะเป็นทรงกลมหนุนพระเศียรมี 3 ลูก
แต่ละลูกขมวดชายไว้ แปลกน่าดู พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ไสยาสน์ท่าสีหไสยา พระหัตถ์ขวาแตะพระเศียร พระหัตถ์ซ้ายพาดเหยียดไปตามปรัศว์ซ้าย เดิมพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้สร้างหลังคาคลุมไว้ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการซ่อมหลังคาใหม่ และสร้างผนังล้อมรอบองค์เป็นวิหาร
วัดสระบัว
Tวัดสระบัวเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย สถาปัตยกรรมฐานโค้งงอนรูปเรือ ปัจจุบันเก่าแก่แต่ยังคงรักษาสภาพ สถาปัตยกรรมเดิมได้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปูนปั้นฐานเสมารอบโบสถ์ ลักษณะทำเป็นฐานเสมาซ้อนกัน 2 ชั้น ฐานเป็นรูปยักษ์แบก ครุฑแบก และลิงแบกเป็นศิลปะปูนปั้นสมัยอยุธยาที่จัดว่างดงามมากแห่งหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่
วัดเกาะแก้วสุทธาราม หรือ วัดเกาะ
วัดเกาะแก้วสุทธารม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดเกาะ สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายโบสถ์มีขนาดเล็กฐานหย่อนท้องช้าง ภายในมีภาพจิตกรรมพุทธประวัติที่งามสมบูรณ์แบบ เขียนเมือปี พ.ศ.2277 ปรากฎภาพพระเทวทัตสวหมวกฝรั่ง และอาจารย์แห่งมิจฉาทิฐิทั้งห้า วาดเป็นฝรั่งเดียรถีย์นอกศาสนาแสดงหลักฐานว่าเคยมีฝรั่งผ่ามายังเมืองเพชรบุรี ตรงข้ามพระประทานเป็นภาพจักรวาล แสดงกลุ่มดาวฤกษ์ทั้ง 27 กลุ่ม หลังพระประธานเป็นภาพมารผจญ กล่าวกันว่าหมู่กุฏิเรือนไทย บานฝาประกนลูกฟักของวัดเกาะได้ชื่อว่างามที่สุดในประเทศ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องการมีสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติในอดีต
ลักษณะของจิตรกรรม เป็นสีฝุ่น เขียนสีบางเบา สภาพยังสมบูรณ์ จะมีชำรุดบ้างเพียงตอนล่าง กรมศิลปากรได้มาสำรวจตรวจสอบ อาบน้ำยา และจดทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ สมัยพระครูเพชรโรปมคุณ (หลุย สุวณฺโณ) เรื่องที่เขียนเป็นพุทธประวัติ หมู่นักสิทธิวิทยาธร และไตรภูมิ การลำดับภาพ เขียนเต็มผนังด้านข้างทั้ง 2 ด้าน ตอนบนสุดเขียนเป็นรูปหมู่นักสิทธิวิทยาธรประนมหัตถ์ถือดอกไม้แต่งกายอย่างคนต่างชาติ หลายชาติหลายภาษาในสมัยอยุธยาตอนกลางเขียนเป็นรูปเจดีย์บรรจุอยู่ในโครงรูปสามเหลี่ยมหยักเป็นฟันปลา ตามแนวผนังมีรูปฉัตรคั่นระหว่างรูปสามเหลี่ยม ใต้ฉัตรเขียนรูปพุทธประวัติตอนสำคัญ ๆ บนผนังด้านทิศเหนือ เรียกว่า "สัตตมหาสถาน" คือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข 7 แห่ง ผนังด้านทิศใต้เรียกว่า "อัฏฐมหาสถาน" คือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 8 แห่ง ตอนล่างของภาพภุทธประวัติเขียนเป็นรูปฝรั่งขี่ม้า เป็นพระญี่ปุ่น พระฝรั่ง และคนจีน ผนังหุ้มกลองทิศตะวันออก เขียนเป็นรูปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และวิมานเป็นชั้น ๆ และได้เขียนกลุ่มดาวฤกษ์ไว้ถึง 27 กลุ่ม เริ่มด้วยกลุ่มดาวอัศวินี (ดาวม้า) ไปสิ้นสุดด้วยกลุ่มดาวเรวดี (ดาวประตะเพียน) ผนังด้านหลังพระประธานเขียนภาพมารผจญ
คุณค่าของจิตรกรรม ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดเกาะ เป็นผลงานชิ้นเอกแห่งหนึ่งของเพชรบุรี ภาพเขียนในลักษณะนีมีเพียงแห่งเดียว ไม่มีแห่งใดเหมือน ที่สำคัญมีจารึกบอกปีที่เขียนไว้ เป็นปี 2277 ทำให้ทราบว่าอาจวาดขึ้นในตอนปลายสมัยอยุธยา และโดยเฉพาะภาพวาดพระฝรั่งในสมัยนั้นแต่งตัวอย่างพระไทย แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องในขนบประเพณีของชาวต่างประเทศในสมัยอยุธยาขณะนั้นด้วย
นอกจากนั้นยังมีวัดอื่นๆ ที่น่าเยี่ยมชมอีกหลายวัด เช่น วัดพลับพลาชัยซึ่งเป็นวัดที่มีหนังใหญ่จัดแสดงไว้ รวมทั้งศิลปะปูนปั้น วัดพระทรง วัดชีประเสริฐ วัดลาด วัดโคก วัคไตรโลก และวัดเพชรพลี เป็นต้น
วัดและศิลปะที่งดงามในเมืองเพชรบุรี
แผนที่ตัวเมืองเพชรบุรี
หากนักท่องเที่ยวสนใจเยี่ยมชมวัดในตัวเมืองเพชรบุรี ในหนึ่งวันอาจเดินทางเที่ยวชมและศึกษาได้ไม่มากนัก เนื่องจากมีวัดเก่าแก่ที่น่าสนใจมากมาย แต่ที่ขอแนะนำเป็นการเริ่มต้นศึกษาประวัติศาสตร์ของเพชรบุรี ท่านควรเริ่มต้นที่วัดที่เก่าแก่ที่สุด คือวัดกำแพงแลง
วัดกำแพงแลง: ศาสนสถานอิธิพลขอมดั้งเดิม
วัดกำแพงแลง หรือวัดเทพปราสาทศิลาแลง ชื่อดั้งเดิมไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด สำหรับชื่อที่เรียกกันว่า “กำแพงแลง” นั้นคงเป็นชื่อที่ผู้คนในสมัยหลังเรียกกันตามลักษณะที่พบเห็น เนื่องจากภายในวัดมีปราสาทเขมรก่อด้วยศิลาแลงและมีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ แต่เดิมวัดกำแพงแลงเป็นวัดร้าง ต่อมาเมื่อตั้งเป็นวัดมีพระสงฆ์จำพรรษาผู้ที่อาศัยอยู่จึงอพยพออกไป และพระภิกษุในวัดได้ทำหน้าที่ดูแลรักษาวัดและโบราณสถาน ต่อมากรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 หน้า 3692 วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2478 เนื่องจากปราสาทวัดกำแพงแลงก่อสร้างด้วยศิลาแลง ซึ่งคุณสมบัติของศิลาแลงจะมีความแข็ง แต่มีรูพรุนไม่สามารถจะนำแกะสลักได้ ดังนั้นเมื่อมีการสร้างเสร็จจะมีการฉาบปูนทั่วทั้งปราสาทประมาณสองรอบเมื่อฉาบปูนเสร็จก็จะมีการทำลวดลายต่างๆ ด้วยปูนปั้นประดับตามตัวปราสาท ซึ่งจากการศึกษาของเหล่านักวิชาการนั้นพบว่าร่องรอยลวดลายที่ปรากฏอยู่บนตัวปราสาทนั้นเป็นลวดลายคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน (พ.ศ. 1720 - 1733) ร่องรอยที่เหลืออยู่เป็นปราสาทลักษณะที่สร้างบนความเชื่อของศาสนาอินดู แต่ปรักหักพังเหลือเพียงบางส่วนให้พอชมได้
ศิลปะปูนปั้นฝีมือช่างเมืองเพชร มรดกอยุธยาที่ยังมีชีวิต
ปูนปั้นช่างเมืองเพชร ต้นแบบงานปูนปั้นวัดไผ่ล้อม
งานช่างปูนปั้นรุ่นหลังที่แสดงผลงานไว้ที่วัดพระทรง
Wat Yaisuwannaram
วัดใหญ่สุวรรณาราม
วัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตตำบลหน้าพระลาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย พระเจ้าเสือทรงเลื่อมใสและศรัทธาพระสังฆราชแตงโม ซึ่งเคยอุปสมบทอยู่ที่วัดนี้ก่อนที่จะเป็นพระราชาคณะอยู่ในกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้นก็ได้ถวายพระพรลากลับมาจำพรรษาอยู่ที่นี้อีก พระเจ้าเสือจึงได้พระราชทานพระตำหนักไม้สักทรงไทยหลังหนึ่ง มาสร้างเป็นศาลาการเปรียญ ซึ่งมีความงดงามด้วยแกะสลักไม้อ่อนช้อย มีโถงประดับด้วยนาค และสาหร่ายรวงผึ้ง ในศาลามีเสาแปดเหลี่ยมเขียนลายรดน้ำเป็นคู่ ๆ ไปทุกคู่ ลายไม่ซ้ำกัน ฝาข้างนอกเขียนลายทอง ข้างในเขียนลายด้วยสีฝุ่น ภายในมีธรรมาสน์ซึ่งแกะสลักลงรักปิดทอง รูปทรงเป็นบุษบกสวยงามและสมบูรณ์ที่สุด ประตูด้านหน้าจำหลักไม้เป็นลายก้านขด ปิดทองงดงาม ที่ประตูอีกบานหนึ่งมีรอยแตกเป็นช่องยาวเล่ากันว่า ถูกพม่าซึ่งยกทัพมาฟัน เพื่อค้นหาคนที่หนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในศาลาหลังนี้ ปัจจุบัน ภายในได้ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จเจ้าแตงโมนั่งพับเพียบพนมมือถือ ดอกบัว ไว้ด้านหน้าของพระประธาน
พระอุโบสถ มีอายุกว่า 300 ปีมาแล้ว สร้างด้วยอิฐถือปูน ภายในมีภาพเขียนเทพชุมนุมเก่าแก่ฝีมือช่างอยุธยาที่งดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย และพระพุทธรูปอื่น ๆ อีกหลายองค์ ที่น่าแปลกก็คือพระอุโบสถนี้ไม่มีหน้าต่าง ทั้งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการบูรณะวัดเป็นการใหญ่และได้สร้างระเบียงคดรอบพระอุโบสถ
พระวิหาร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2450 ในสมัยที่พระครูมหาวิหารภิรักษ์ (พุก) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคพระราชทรัพย์เพื่อการก่อสร้าง ที่หน้าบันทุกๆ ด้านของวิหารคตจะมีลวดลายพานและพระขันธ์เลข 5 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 5 สร้างด้วยอิฐถือปูน มีพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะรายรอบ ได้เรียกพระวิหารนี้ว่า วิหารคต หรือศาลาราย
หอพระไตรปิฎก ปลูกอยู่กลางสระน้ำข้างพระอุโบสถ มีเสา 3 ต้น ซึ่งมีความหมายว่า พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยพระไตรปิฎก 3 หลักเชิดชูไว้ ในปี พ.ศ. 2518 สยามสมาคมได้ทำการบูรณะ และปัจจุบันเป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานและตำราสมุดข่อย
ความงดงามทางศิลปะ
สถาปัตยกรรมการก่อสร้างอาคาร พระพุทธรูปสมัยอยุธยาและภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง สร้างสรร์โดยช่างใช่วงอยุธยา ราวศตวรรษที่ ความงามของงานตกแต่งช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลายรักปิดทอง จิตรกรรมฝาผนังที่พระอุโบสถและศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม มีอายุเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี เป็นศิลปะอยุธยาราวแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองลงมา และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสกุลช่างเพชรบุรี ผนังทั้ง 4 ด้านภายในพระอุโบสถไม่มีการเจาะหน้าต่างและเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมทั้งสิ้น เนื้อหาจิตรกรรมเป็นภาพพุทธประวัติ เทพชุมนุม ภาพลวดลายต่าง ๆ และภาพทวารบาล โครงสร้างสีส่วนใหญ่เป็นสีแดง ส่วนภาพจิตรกรรมที่ศาลาการเปรียญเป็นภาพซุ้มเรือนแก้ว ลายลงรักปิดทอง ลายเฟื่อง และลายที่เสาเป็นแบบแผนศิลปะการผูกลายสมัยอยุธยา ศึกษาต่องานจิตรกรรมช่างเมืองเพชร
ศิลปะอยุธยากับศาลาการเปรียญู
ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม หรือตำหนักพระเจ้าเสือ เดิมเป็นพระตำหนักอยู่ในพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา ต่อมาสมเด็จพระเจ้าเสือโปรดเกล้าฯ ถวายให้สมเด็จพระสุวรรณมุนี (สมเด็จเจ้าแตงโม) พระสังฆราชแห่งกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้นซึ่งเป็นชาวเพชรบุรี พระตำหนักนี้จึงถูกนำมาไว้ที่วัดเดิมซึ่งท่านเคยอาศัยเล่าเรียนอยู่ ศาลาการเปรียญหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา สร้างด้วยไม้สัก งานช่างศิลป์บนบานประตูสลักลายก้านขดปิดทองมีความงดงามยิ่ง มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับร่องรอยช่องแตกหลุดไปของไม้บนบานประตูบ้างว่าเป็นรอยขวานของทหารพม่าที่เข้ามาทำศึกษสงครามแต่ไม่ปรากฏข้อพิสูจน์ ศิลปะแกะสลักไม้ธรรมาสน์สำหรับเทศนา รูปทรงเป็นบุษบกที่งดงามและสมบูรณ์ ก็เป็นงานศิลป์ต้นแบบของช่างเมืองเพชรในงานแกะสลักลงรักปิดทอง
เสาทุกต้นของศาลาการเปรีนญวัดใหญ่เป็นเสาแปดเหลี่ยม บานประตูกลางด้านหน้ามีลายจำหลักไม้อันประณีตพิสดาร และที่หน้าบันมีลายปูนปั้นฝีมือช่างชั้นครูของเพชรบุรี ฝาปะกนด้านนอกเดิมเขียนลายทองแต่ภายหลังลบเลือนจึงทาสีแดงทับ ส่วนภายในมีภาพเขียนสีฝุ่นซึ่งก็ลบเลือนไปมากเช่นกัน เมืองโบราณสร้างศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณารามขึ้น โดยย่อส่วนลงให้เล็กกว่าของจริงเล็กน้อย
หอไตรกลางน้ำ
หอไตรกลางสระน้ำ มีเสารองรับเพียงสามเสา คงเป็นความคิดของช่างที่จะให้สอดคล้องกับที่เก็บพระไตรปิฏกสามหมวด การที่สร้างไว้กลางน้ำก็เพื่อให้พ้นจากมดปลวกที่จะมากัดกินพระไตรปิฏกใบลานที่เก็บไว้ในหอ นับว่าหาชมได้ไม่ง่ายนักในปัจจุบัน ได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2518 โดยทุนสยามสมาคม
“หอไตรกลางน้ำ” เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถหาชมได้ง่ายนักในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นเรือนไทยฝากระดาน 2 ห้อง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาไม่มีกันสาด
วัดใหญ่สุวรรณารามเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามได้ทุกวัน อยู่ในความดูแลของเจ้าอาวาส นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อเพื่อขอพระมัคคุเทศเพื่อบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับวัดใหญ่ให่ฟังได้
ถ้ำเขาหลวง-เขาบันไดอิฐ เที่ยวถ้ำตามหาประวัติศาสตร์
ถ้ำเขาหลวงห่างออกไปยังทางทิศเหนือจากเขาวังราว 5 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดเล็ก มียอดสูงเพียง 92 เมตร ดังนั้นเส้นทางการเดินทางขึ้นไป จึงไม่ลำบากนัก ทางขึ้นนั้นลาดชันไม่มาก สามารถใช้รถหรือเดินเท้าก็ได้ วัดถ้ำแห่งนี้มีอายุได้ราวร้อยปีเท่านั้น สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างวัดบนยอดเขา เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเสด็จประพาสมายังถ้ำแห่งนี้ และด้วยทรงมีพระราชดำริว่าถ้ำเขาหลวงนี้ มีความวิจิตรงดงามด้วยมีหินงอกหินย้อยทั่วทั้งผนังถ้ำ ภายในยังมีช่องกว้างที่แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามากระทบแนวหิน ก่อให้เกิดความหลากหลายของสีสันภายในถ้ำ อีกทั้งโพรงหินที่แตกเป็นช่อง ทำให้มีอากาศเย็นสบายและไม่อับชื้น จนสามารถมองเห็นความสวยงามภายในถ้ำได้ทุกซอกทุกมุม
กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีสายพระเนตรถึงความงามของถ้ำเขาหลวงแห่งนี้ จึงได้โปรดฯ ให้สร้างบันไดคอนกรีตยาวประมาณ 10 เมตร ตั้งแต่เชิงเขาไปจนถึงเบื้องล่างของถ้ำ และทรงโปรดฯ ให้บูรณะพระพุทธรูปโบราณหลากรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ ถ้ำนี้มาก่อนยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปโบราณเหล่านี้น่าจะได้มาจากนักจาริกแสวงบุญจากที่ต่าง ๆ นำมาประดิษฐานไว้ อาทิ พระพุทธไสยาสน์ ขนาด 6 เมตร พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ เป็นต้น
ครั้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมายังเพชรบุรี จึงได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดสร้างอารามขึ้นภายในถ้ำเขาหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระชนก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปเพิ่มเติม ซึ่งในหมู่พระพุทธรูปสร้างใหม่นี้ มีอยู่รูปหนึ่งที่ทรงโปรดฯ ให้ประทับตรา ประจำรัชกาลที่ 1-5 ไว้ที่ฐานพระด้วย
ปัจจุบันวัดถ้ำเขาหลวงแห่งนี้ได้มีการบูรณะ และพัฒนาให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยการจัดให้มีวิทยากรหรือมีผู้แนะนำเกี่ยวกับความเป็นมาของวัดถ้ำเขาหลวง และร้านค้า เพื่อไว้บริการนักท่องเที่ยว และที่นี่ยังมีฝูงลิงจำนวนมากมาอาศัยอยู่
เขาบันไดอิฐ
วัดเขาบันไดอิฐ ตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากเขาวังเพียงข้ามถนนเพชรเกษม ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกมองเห็นได้ชัดเจน วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียง สมเด็จพระเจ้าเสือเคยเสด็จมาฝากตัวเป็นศิษย์ของวัดนี้ ในอดีตวัดเขาบันไดอิฐมีชื่อเสียงมากทางวิทยาคมในช่วงที่หลวงพ่อแดงพระเกจิชื่อดังของจังหวัดเพชรบุรีเป็นเจ้าอาวาส ทำให้มีผู้ให้ความเคารพและเดินทางมาสักการะเป็นจำนวนมาก วัดนี้ยังเป็นวัดที่มีชื่อเสียงทางด้านความงามของศิลปะปูนปั้นชั้นครูที่ฝากผลงานไว้เหนือหน้าบรรพระอุโบสถ นอกจากนั้นบริเวณวัดยังมีถ้ำให้ชมอีกหลายแห่ง ถ้ำแรก คือ “ถ้ำประทุน” มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามผนังถ้ำทั้งสองด้าน ลึกเข้าไปจะเป็นถ้ำ “พระเจ้าเสือ” ที่ชื่อเช่นนี้
เพราะมีเรื่องเล่ากันมาว่า พระเจ้าเสือได้เสด็จมาหาอาจารย์แสง และได้ถวายพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทรประดิษฐานไว้ในถ้ำแห่งนี้ ถัดจากถ้ำนี้เข้าไปทางด้านใต้จะมีถ้ำพระพุทธไสยาสน์ จะมีพระนอนองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ และตรงซอกผนังถ้ำมีประทุนเรือทำด้วยไม้เก่าแก่มาก เป็นประทุนเรือที่พระเจ้าเสือถวายอาจารย์แสง นอกจากถ้ำทั้งสามนี้แล้ว ยังมีถ้ำอื่น ๆ เช่น ถ้ำพระอาทิตย์ ถ้ำพระจันทร์ ถ้ำสว่างอารมณ์ ถ้ำช้างเผือก และถ้ำดุ๊คซึ่งมีชื่อตามดุ๊คโยฮันฮัลเบิร์ต ผู้สำเร็จราชการเมืองปอร์นสวิค (Braunschweig) ประเทศเยอรมัน ผู้เคยมาเยือนเพชรบุรีและมาเที่ยวถ้ำแห่งนี้